“ทรัมป์” ถูกหลานแท้ๆ แฉอย่างเผ็ดร้อน หนังสือเตรียมวางแผง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกแฉอย่างเผ็ดร้อนในหนังสือ “Too Much and Never Enough : How My Family Created the World’s Most Dangerous Man” หรือ “มากไปและไม่เคยพอ : ครอบครัวของฉันสร้างชายที่อันตรายที่สุดในโลกขึ้นมาได้อย่างไร”

โดยผู้เขียนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหลานสาวแท้ๆ ของผู้นำสหรัฐฯ เอง

แมรี แอล ทรัมป์ นักจิตวิทยาวัย 55 ปี บุตรสาวของเฟร็ด ทรัมป์ จูเนียร์ พี่ชายผู้ล่วงลับของผู้นำสหรัฐฯ เขียนในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า ปัญหาต่าง ๆ ทั้งการระบาดของไวรัสโควิด-19 แนวโน้มว่าอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และการแบ่งแยกทางสังคมที่หยั่งรากลึกขึ้น ต่างมีส่วนให้ผู้นำสหรัฐฯ เผยถึงลักษณะที่แย่ที่สุดออกมา ชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่่่สหรัฐฯ มีเศรษฐกิจที่มั่นคงและไม่เผชิญกับวิกฤติ

เธอระบุว่า ปัจจัยดังกล่าว รวมทั้งการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ชอบการแบ่งแยก และความไม่แน่นอนของอนาคตประเทศ นั้นทำให้เกิด “หายนะอย่างสมบูรณ์แบบ” ที่ไม่มีใครจัดการได้แย่กว่าอาของเธอเอง

แมรี แอล ทรัมป์ ยังเขียนด้วยว่า ปัญหาต่าง ๆ ในขณะนี้ทำให้ทรัมป์ไม่สามารถที่จะ “โกหกและปั้นเรื่อง” เพื่อปกป้องตัวเองในสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจได้อีกต่อไป ทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก ถูกตรวจสอบหนักอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน และยิ่งทำให้เขาอยาก “แก้แค้น” ด้วยการไม่อนุมัติเงินภาษีเพื่อเป็นทุนจำเป็น ซื้ออุปกรณ์ป้องกันไวรัสและเครื่องช่วยหายใจแก่รัฐที่ไม่สนับสนุนเขาเท่าที่ควร

ในหนังสือเล่มนี้ แมรี แอล ทรัมป์ เท้าความไปตั้งแต่สมัยที่โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นนักเรียนว่า เคยจ้างเพื่อนให้ทำข้อสอบมาตรฐานเข้ามหาวิทยาลัย SAT ให้แทน และยังให้แมรีแอนน์ ทรัมป์ แบร์รี่ พี่สาวของเขา ทำการบ้านให้มาตลอด

โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเคยกังวลด้วยว่า เกรดของเขาอาจไม่ดีพอที่จะเข้าวิทยาลัยธุรกิจวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยรัฐเพนซิลเวเนีย (University of Pennslyvania) ได้ โดยในที่สุดเขาก็ได้เข้าเรียนโดยโอนย้ายหน่วยกิตจากมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม

เธอยังเผยด้วยว่า ผู้นำสหรัฐฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเคร่งศาสนาผู้นี้ กลับไม่ได้เป็นศาสนิกชนที่ดีหรือมีหลักการอะไร เขาจะเข้าโบสถ์ก็ต่อเมื่อมีสื่อมารอทำข่าวเท่านั้น ซึ่งเธอและแมรีแอนน์ ทรัมป์ แบร์รี่ ไม่คิดว่าเขาจะได้เป็นประธานาธิบดีจริง ๆ เมื่อเขาลงชิงตำแหน่งครั้งแรก แต่เมื่อเขาชนะเลือกตั้งแบบพลิกล็อค เธอก็เห็นว่า “ผู้ลงคะแนนเสียงที่หวาดกลัวได้เปลี่ยนประเทศนี้ให้กลายเป็นภาพใหญ่ของครอบครัวที่มีปัญหาของเราแล้ว”

หนังสือเล่มนี้ยังกล่าวถึงสาเหตุปัญหาฝังลึกในครอบครัวทรัมป์ โดยเขียนว่า เฟร็ด ทรัมป์ ปู่ของผู้เขียน เป็นตัวการสร้างความแตกแยกในครอบครัว และคนที่ได้ประโยชน์ก็คือโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่สมาชิกครอบครัวคนอื่นรวมทั้งพ่อของเธอกลับต้องสูญเสีย แต่ตัวโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร ตัวเขาเป็นคนไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเรื่องนี้ก็ทำให้เธอสูญเสียความเชื่อมั่นในคุณค่าของการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเช่นกัน

ในประเด็นนี้ ผู้นำสหรัฐฯ เคยกล่าวกับหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์เมื่อปีที่แล้วว่า เขาเสียใจที่เคยพยายามกดดันให้ เฟร็ด ทรัมป์ จูเนียร์ เข้าร่วมทำธุรกิจของครอบครัว ทั้งที่ตัวเฟร็ดเองต้องการเป็นนักบินมากกว่า เขากล่าวด้วยว่า โรคติดสุราเรื้อรังที่คร่าชีวิตของพี่ชายเขาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เขาตัดสินใจไม่ดื่มสุรา

ทั้งนี้ หนังสือเล่มนี้เกือบจะไม่ได้ตีพิมพ์ เนื่องจากโรเบิร์ต ทรัมป์ น้องชายของผู้นำสหรัฐฯ ฟ้องแมรี แอล ทรัมป์ โดยอ้างถึงข้อตกลงของสมาชิกครอบครัวทรัมป์เมื่อ 20 ปีที่แล้วว่า ไม่ตีพิมพ์เรื่องราวของสมาชิกหลักในครอบครัวก่อนที่เจ้าตัวจะอนุญาต

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ศาลสั่งระงับไม่ให้แมรี แอล ทรัมป์ และตัวแทนของเธอจัดจำหน่ายหนังสือได้ แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์นิวยอร์กก็มีความเห็นว่า สำนักพิมพ์ไซมอน แอนด์ ชูสเตอร์ ผู้ตีพิมพ์หนังสือ ไม่ได้อยู่ในข่ายของคำตัดสินดังกล่าว โดยทางสำนักพิมพ์กล่าวเมื่อวันจันทร์ (6 ก.ค.) ว่า จะตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้เร็วกว่ากำหนดการเดิมสองสัปดาห์ เนื่องจากมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก

ทางด้านความเห็นจากฝั่งทำเนียบขาวนั้น เคลีห์ แมคเอนานี โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า แม้เธอจะยังไม่เห็นหนังสือเล่มดังกล่าว แต่ก็รู้ได้ว่าหนังสือนี้้กล่าวหาผู้นำสหรัฐฯ อย่างน่าตลกขบขันและมีแต่เรื่องที่ไม่จริง

ในขณะที่ เคลลี่แอนน์ คอนเวย์ ที่ปรึกษาทำเนียบประธานาธิบดี ก็กล่าวกับสำนักข่าวฟอกซ์ นิวส์ ว่า มีหนังสือจำนวนมากที่ไม่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง เธอยังเห็นว่า เรื่องภายในครอบครัวก็ควรอยู่แค่ภายในครอบครัวเท่านั้น

RELATED POST

คาราวานผู้อพยพเรียกร้องให้ฝ่ายบริหาร Biden ‘ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา’

กองคาราวานผู้อพยพย้ายจากฮอนดูรัสไปยังชายแดนสหรัฐฯกำลังเรียกร้องให้ฝ่ายบริหาร Biden ที่เข้ามาให้เกียรติสิ่งที่กล่าวว่าเป็น "พันธะสัญญา" ต่อผู้อพยพที่ย้ายไปทางเหนือท่ามกลางความกลัวที่จะเกิดขึ้นที่ชายแดนเมื่อประธานาธิบดีโจไบเดนที่ได้รับเลือกเข้ารับตำแหน่ง ผู้อพยพชาวฮอนดูรัสมากกว่า 1,000 คนย้ายเข้ามาในกัวเตมาลาเมื่อวันศุกร์โดยไม่ได้ลงทะเบียน The Associated Press รายงาน นั่นเป็นส่วนหนึ่งของกองคาราวานขนาดใหญ่ที่ออกจากเมืองฮอนดูรัสก่อนหน้านี้ในวันนั้น เจ้าหน้าที่ BIDEN ยกเลิกข้อควรระวังในการเปลี่ยนแปลงการย้ายถิ่นฐาน 'วันที่หนึ่ง' กล่าวว่าบางส่วนจะ 'ใช้เวลา' ร้านค้ารายงานว่าพวกเขาหวังว่าจะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นขึ้นเมื่อไปถึงชายแดนสหรัฐฯและแถลงการณ์ที่ออกโดยกลุ่มสิทธิผู้อพยพ…

‘Jeopardy!’ ครั้งสุดท้ายของ Alex Trebek ตอนออกอากาศมีส่วยที่น่าสัมผัส: ‘Forever in our Hearts’

"อันตราย!" ออกอากาศตอนสุดท้ายโดยมีอเล็กซ์เทรเบ็กพิธีกรชื่อดัง Trebek ซึ่งเสียชีวิตด้วยวัย 80 ปีในเดือนพฤศจิกายนหลังจากต่อสู้กับมะเร็งตับอ่อนมาเป็นเวลานานได้ปรากฏตัวครั้งสุดท้ายในเกมโชว์ที่ดำเนินมายาวนานเมื่อวันศุกร์ ตอนนี้ถูกบันทึกเทปในเดือนตุลาคม<!--more--> ผู้เข้าแข่งขันสามคนในการแสดงรอบสุดท้ายของ Trebek ได้แก่ Jim Gilligan นักการศึกษาชาวนิวยอร์ก, Cliff Chang ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์แห่งรัฐอิลลินอยส์และ Yoshie Hill แชมป์ที่กลับมาสองวันจากแคลิฟอร์เนียซึ่งได้รับรางวัลรวม 24,800…

Biden: การเปิดตัววัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาของทรัมป์เป็นการเริ่มต้นที่แย่มาก

โจไบเดนผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้ทำลายประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อวันจันทร์เนื่องจากสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นการเปิดตัววัคซีน COVID-19 อย่างช้าๆอย่างเจ็บปวด<!--more--> ไบเดนพูดในแอตแลนตาขณะที่เขาหาเสียงกับผู้ท้าชิงพรรคเดโมแครตสองคนในวันเลือกตั้งวุฒิสภาคู่แฝดของจอร์เจียซึ่งจะตัดสินว่าพรรครีพับลิกันรักษา เสียงข้างมากในวุฒิสภาหรือไม่ อดีตรองประธานาธิบดีกล่าวว่า "เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เกิดขึ้นในขณะนี้" ด้วยวัคซีนโดยอ้างว่า "การบริหารงานนี้ได้เริ่มต้นที่แย่มาก TRUMP และ BIDEN HOLD DUELING RALLIES ในจอร์เจียในการเลือกตั้งรอบชิงชนะเลิศ แต่ Biden ไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ที่บันทึกไว้ซึ่งขัดแย้งกันระหว่างประธานาธิบดีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจอร์เจีย Brad…

วันส่งท้ายปีเก่าในไทม์สแควร์จะดังขึ้นในปี 2564 โดยไม่มีผู้คนในงานปาร์ตี้

เมืองนิวยอร์ก -เป็นปี 1981 เมื่อโรนัลด์ฌ็องซึ่งเพิ่งกลับบ้านจากการรับใช้กองทัพเรือในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Mess บนเรือ USS Cavalla ไปที่ไทม์สแควร์เพื่อดูบอลหล่นด้วยตัวคนเดียวเป็นครั้งแรก<!--more--> มันเป็นความฝันตลอดชีวิตที่สำเร็จในปีนั้นและเขาก็ไปที่นั่นเกือบทุกปีตั้งแต่นั้นมา "ผมและน้องชายของฉันจะอยู่กับใครก็ตามที่รับเลี้ยงเด็กในเวลาที่ดูบอลหล่นทุกคนสวมหมวกปาร์ตี้สตรีมเมอร์เต้นรำในรัดเกล้าและชุดทักซิโดลูกบอลเริ่มแรกเป็นเพียงสีขาวเล็กน้อย - อาจใหญ่พอ ๆ ลูกโบว์ลิ่งบนเสาธงตอนนี้พวกเขาเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความชั่วร้ายทางอิเล็กทรอนิกส์นี้ "ฌ็องกล่าว "ความตื่นเต้นนั้นไม่น่าเชื่อพลังงานที่ทุกคนมีในช่วงนาทีสุดท้ายนั้นฉันไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ฉันเคยจูบแปลก ๆ ในวันส่งท้ายปีเก่าหรือจูบฉัน" ฌ็องมีแผนที่จะไปเยือนไทม์สแควร์ในวันที่…